ระบบเบรค ไม่ใช่ของเล่น

ระบบเบรค ไม่ใช่ของเล่น

ระบบเบรค ไม่ใช่ของเล่น

May 25, 2015

ระบบเบรค ไม่ใช่ของเล่น

ถ้าเราจัดกลุ่มระบบต่างๆ ของรถ หรืออาจจะเป็นแค่อุปกรณ์ก็ตาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ก็จะได้เป็นสองกลุ่มนะครับ คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย และกลุ่มที่ไม่เกี่ยว กลุ่มหลังนี้อาจจะทำหน้าที่ด้านความสวยงาม เช่น พวกคิ้ว หรือแผงต่างๆ ด้านความบันเทิง เช่น ระบบเครื่องเสียง ด้านความสะดวกสบาย เช่น มอเตอร์ไฟฟ้ายกกระจก หรือระบบปรับอากาศ เป็นต้น

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น ระบบเบรค ระบบบังคับเลี้ยว ระบบไฟส่องสว่าง เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง แต่ผู้ใช้รถและช่างซ่อม ให้ความสำคัญกับมันน้อยมาก ถ้าเป็นระบบเบรคล่ะ ? ระบบเบรค หรือระบบห้ามล้อของยานพาหนะ เป็นเทคนิคชั้นสูง ไม่ใช่แค่หาอะไรมาบีบมาอัดกับเหล็กที่หมุน ให้เกิดความฝืดจากแรงเสียดทาน แล้วทำให้ล้อหยุดหมุน มันไม่ง่ายอย่างนั้นครับ

ทำไมเบรคหลังต้องเป็นแบบ “ดุม”

ผู้ออกแบบระบบเบรค จึงต้องให้แรงเบรคส่วนใหญ่ขณะบรรทุก เกิดที่ล้อหลัง เบรคหลังของรถพิคอัพ จึงต้องรับภาระหนักมาก งานหนักระดับนี้ ที่ต้องมีอายุใช้งานยืนยาวด้วย จึงเหมาะแก่เบรคแบบดุม ที่ใช้กันมาเกือบหนึ่งร้อยปีแล้ว เบรคดุมที่ล้อหลังรถพิคอัพ ถูกออกแบบให้มีแรงเสริม ช่วยอัดผ้าเบรคทั้งสองฝักเข้ากับดุม รู้จักกันในชื่อ เซอร์โว (SERVO) ในรถเก๋ง อาจมีฝักเดียวที่ทำงานแบบ เซอร์โว เพราะไม่ต้องรับภาระหนัก พื้นที่ของผ้าเบรคแบบดุมมีมากพอ อายุใช้งานของผ้าเบรคจึงยาวนาน แม้จะต้องรับภาระหนัก หลายรุ่นมีระบบปรับระยะผ้าเบรคอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น ถึงกับต้องเปลี่ยนมาเป็นเบรคแบบจาน เพราะไม่ได้มีปัญหาความร้อน หรือปัญหาลุยน้ำลึกขึ้นมาใหม่ๆ แล้ว เบรคไม่ดีในช่วงแรก

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า เบรคแบบใดจะดีกว่ากันสำหรับล้อหลังของรถพิคอัพ แต่อยู่ที่เรื่องความปลอดภัย เพราะไม่ได้ถูกดัดแปลงตามหลักวิศวกรรมยานยนต์ ไม่ผ่านการตรวจสอบวัดผลตามมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ เราไม่สามารถสุ่มเอาก้ามเบรคของเบรคจานรุ่นใดรุ่นหนึ่งในท้องตลาด มาใช้กับรถพิคอัพรุ่นใดก็ตาม แล้วลองดูว่ามันจะมีแรงเบรคพอหรือไม่ ผมเห็นบางรายที่คงจะทดลองแล้วว่า ยังเบรคไม่อยู่ มีการคว้านก้ามเบรค เพื่อให้ใช้ลูกสูบเบรคขนาดใหญ่ขึ้น

แน่นอนว่า มันสามารถเพิ่มแรงบีบผ้าเบรค เข้ากับจานเบรคได้ แต่ผู้ดัดแปลงไม่รู้ว่า ก้ามเบรคพวกนี้ต้องผ่านการคำนวณว่า สามารถรับแรงที่จะเกิดขึ้นขณะใช้งานได้โดยไม่แตกหัก ถ้าเอามาคว้านใส่ลูกสูบใหญ่ขึ้น ก้ามเบรคอาจจะโก่งร้าวหรือแตกได้ เมื่อคนขับเหยียบสุดแรงตอนเบรคฉุกเฉิน บางรายเพิ่มขนาดลูกสูบแล้วยังไม่พอ ก็เลยเพิ่มมันอีกก้ามหนึ่งไปเลย มีล้อละสองก้ามหรือ สองคาลิเพอร์ไปเลย

จุดอ่อนของเบรคจานหรือดิสค์เบรค คือ ความต้องการความดันในท่อน้ำมันเบรคสูง เพราะไม่มีเซอร์โว หรือเรขาคณิตที่ช่วยอัดผ้าเบรคเข้ากับดุมเบรค ด้วยแรงปฏิกิริยาที่ผ้าเบรค เบรคจานจึงต้องการแรงเสริมจากหม้อลม มากกว่าเบรคดุม การไปเปลี่ยนใส่เบรคจานที่ล้อหลัง โดยใช้หม้อลมเดิม อาจทำให้ความดันที่ลูกสูบเบรคไม่สูงพอ โดยเฉพาะเมื่อบรรทุกเต็มที่

ความเข้าใจผิดๆ เรื่อง “ผ้าเบรค”

ไหนๆ เอ่ยถึงเรื่องเบรคแล้ว ผมเชื่อว่าผู้อ่านจำนวนมาก จะต้องเคยได้ยินคำว่า ผ้าเบรคอ่อน กับผ้าเบรคแข็ง เป็นศัพท์ที่ช่างซ่อมรถชอบใช้กันมาก เท่าที่สังเกตดู รู้สึกว่าฝ่ายดี หรือ "พระเอก" จะเป็นพวกที่ถูกเรียกว่าผ้าเบรคอ่อน หรือผ้าเบรคเนื้ออ่อน คือ ช่างจะจินตนาการเอาเองว่า ถ้ามันเบรคแล้วให้แรงเบรคสูง แล้วเงียบปราศจากเสียงใดๆ ก็จะชวนให้รู้สึกว่า มีอะไรนุ่มนิ่มไปประกบกับจานเบรค

ส่วน "ผ้าเบรคแข็ง" หรือ "ผ้าเบรคเนื้อแข็ง" คือ ฝ่ายเลว หรือ "ผู้ร้าย" เพราะเบรคไม่ค่อยอยู่เท่าที่ควร บางรุ่นส่งเสียงรบกวนด้วย ทั้งหมดนี้คือ อุปทานไร้สาระทั้งสิ้นครับ ผมรู้จักแต่ผ้าเบรคแข็ง เพราะจับดูเนื้อแข็งทั้งนั้น

การผสมเนื้อผ้าเบรคให้ใช้งานได้ดี เป็นศาสตร์ชั้นสูงครับ ใช้วัสดุนานาชนิด ถึงกำหนดชนิดได้ สัดส่วน ของแต่ละอย่าง ก็มีผลต่อคุณสมบัติของผ้าเบรค ทำนองเดียวกับยางรถของเราครับ คือ มีคุณสมบัติดีๆ หลายข้อด้วยกัน และมักจะขัดแย้งกันเอง ถ้าเน้นข้อดีข้อใดขึ้นมา ก็มักจะมีข้ออื่นด้อยลงไปทันที ผ้าเบรค ที่ดี ต้องสึกช้า เงียบ ให้แรงเบรคสูง เกิดความร้อนที่ผ้าและจานไม่มาก ระบายความร้อนได้ดี ไม่กินเนื้อจานเบรคเร็วเกินไป ต้นทุนไม่สูง ร้อนจัดแล้วยังเบรคอยู่ ทำยากจริงๆ ครับพอใช้ส่วนผสมที่เบรคอยู่ดี ก็จะกินเนื้อจานเบรคมาก หรือร้อนจัด หรือไม่เนื้อผ้าเบรคก็สึกเร็ว พอทำให้สึกช้า ก็เบรคไม่ค่อยอยู่ หรือไม่ก็มีเสียงรบกวน

ถ้าจะอนุโลมเรียกพวกที่มีเนื้อแข็งไม่มากนัก ว่าเป็นผ้าเบรค "เนื้ออ่อน" พวกนี้แหละครับที่เป็นผ้าเบรคคุณภาพต่ำ เบรคไม่ค่อยอยู่ แถมยังสึกเร็วด้วย แต่สึกเฉพาะตัวมัน ไม่กัดกินเนื้อจานเบรค นี่ยังเป็นพวก "ของแท้" มีตรา หรือ "ยี่ห้อ" นะครับ ถึงมือพวกเราราคาราวๆ สามร้อย ต้นทุนของโรงงาน ทั้งในและนอกประเทศ รับรองว่าไม่ถึงห้าสิบบาท ใครทำผ้าเบรคขายถึงร่ำรวยไปตามๆ กัน แถมได้ลูกค้าในอุดมคติอยู่เกลื่อนถนนด้วย คือ ประเภทเห็นไฟแดงแล้วยังเร่งเพิ่มความเร็ว เพื่อจะไปเบรคจนหัวทิ่มจ่อท้ายคันหน้า เรื่องนี้ก็ต้องเรียนกันในโรงเรียนสอนขับรถมาตรฐานครับ

เพราะฉะนั้นเนื้อผ้าเบรคไม่มีแข็งมีอ่อนครับ มีแต่ดีหรือเลวหรือระดับปานกลาง ก็ต้องเลือกใช้กันตามความรู้ ตามฐานะ สิ่งที่ผมอยากให้คำนึงถึงก็คือ อย่าเป็นคนเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายครับ ส่วนต่างของราคา มันไม่คุ้มกับการเสี่ยงภัย และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีผ้าเบรครถรุ่นใดแพงเกินสัดส่วนของราคารถครับ ถ้าซื้อรถแพงได้ ก็ต้องซื้อผ้าเบรคแพงได้ จะบอกว่า "ก็ผมซื้อรถแพง แต่ใช้แล้วมา" ก็ไม่ได้ เพราะถ้าผ้าเบรคแพงเกินควร อะไหล่อื่นก็ต้องเข้าข่ายเดียวกันด้วย ถ้าเปลี่ยนอะไหล่อื่นไหว ก็ต้องเปลี่ยนผ้าเบรคไหวเหมือนกันครับ ถ้าไม่ไหวเพราะถูกขูดเลือดเกินไป ก็อย่าไปใช้มันครับ ขายแล้วซื้อรถอื่นมาแทนก็ย่อมได้


Credit: เจษฎา ตัณฑเศรษฐี 4WHEELS MAGAZINE
รูปภาพ: www.iStockphoto.com