รอดได้ ถ้าเบรค “ฉุกเฉิน” เป็น

รอดได้ ถ้าเบรค “ฉุกเฉิน” เป็น

รอดได้ ถ้าเบรค “ฉุกเฉิน” เป็น

May 22, 2015

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า จำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยนั้น สูงจนน่าวิตกอย่างยิ่ง ซึ่งก็มีสาเหตุหลายประการด้วยกัน เช่น ประมาท เมาสุรา ใช้ยากระตุ้นประสาท ใช้รถที่ไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ คึกคะนอง ขับรถไม่ถูกวิธี ฯลฯ ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุด้วยสาเหตุใดก็ตาม จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นเพราะ เบรค "ไม่อยู่" ไม่ได้หมายความว่า ระบบเบรคของรถผิดปกติ หรือไม่ทำงานนะครับ แต่หมายถึงการที่รถไม่สามารถหยุดนิ่งได้ก่อนที่จะชนสิ่งหนึ่งสิ่งใด แน่นอนครับว่า ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากระบบเบรคของรถไม่ดีพอ (เช่น ทำงานได้เต็มเพียงล้อเดียวหรือ 2 ล้อ ทั้งๆ ที่เป็นรถ 4 ล้อ ผมพบด้วยตัวเองบ่อยมาก) แต่ส่วนใหญ่แล้วระบบเบรคของรถอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ โดยเฉพาะยุคนี้ที่ชาวไทยกำลังแตกตื่นกับการได้ซื้อรถใหม่จากโรงงาน แน่นอนว่าระบบเบรคของรถเหล่านี้ อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ผมจึงเชื่อว่าจำนวนกว่าครึ่งของอุบัติเหตุที่เกิดจากการชนกัน เพราะเบรคไม่อยู่นั้น สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะเท่าที่สังเกตดู ผู้ขับรถส่วนใหญ่ยังไม่ทราบวิธีเบรคฉุกเฉินที่ถูกต้องครับ

เพื่อให้เข้าใจง่าย เรามาดูขั้นตอนการเบรคฉุกเฉิน ซึ่งเกิดขึ้นเพียงเวลาไม่กี่วินาทีกันอย่างช้าๆ ทีละขั้น
เริ่มตั้งแต่ ผู้ขับมองเห็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเบรคฉุกเฉิน จากนั้นสมองจะประเมินผลว่าจำเป็นต้องเบรคทันที แล้วจึงเริ่มสั่งการให้อวัยวะของเราเริ่มขั้นตอนการเบรค ผมขอเรียกระยะเวลานี้ว่า

ระยะเวลาที่ 1
จากนั้นเป็นช่วงเวลาที่เราเริ่มยกเท้าจากคันเร่งไปเหยียบแป้นเบรค ช่วงนี้เป็นระยะที่ 2 เมื่อแป้นเบรคถูกเหยียบแล้ว ไม่ได้หมายความว่าล้อของรถเราจะทำการเบรคได้ทันที ระบบเบรคของเราทำงานด้วยกลไกและไฮดรอลิค จึงกินเวลาเล็กน้อยระหว่างที่แป้นเบรคถูกเหยียบและล้อเริ่มมีแรงเบรค เป็นระยะเวลาที่ 3 เวลาแต่ละช่วงนี้ สั้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น
จากนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่รถเริ่มลดความเร็วจริงๆ จนกว่าจะหยุดเอง หรือหยุดเพราะชนสิ่งใด เป็นระยะเวลาที่ 4
ที่จริงมีระยะเวลาก่อนที่จะเริ่มต้นระยะเวลาที่ 1 อีกครับ คือ ระยะเวลาที่เริ่มมีสิ่งกีดขวาง หรือปรากฏการณ์ใดที่ทำให้เราต้องเบรค จนถึงเวลาที่ผู้ขับเห็น ผู้ขับที่ปล่อยให้เกิดระยะเวลาที่ว่านี้ คือ ขับรถเหม่อลอย หรือหันไปมองอะไรด้านข้างเป็นเวลานาน หรือก้มลงหาของ ฯลฯ ตามหลักวิชาการเขาจึงไม่นับระยะเวลานี้เพราะห้ามปฏิบัติอยู่แล้ว ระยะเวลาที่ 1 นี้ เป็นความสามารถเฉพาะตัว แต่ฝึกฝนได้ครับ โดยการตั้งใจขับ มีสมาธิและสำนึกอยู่ตลอดเวลา ใครทำได้ก็จะลดระยะเวลานี้ให้สั้นลงได้ ซึ่งถ้าคิดเป็นระยะเวลาทางก็ได้หลายเมตร (ขึ้นอยู่กับความเร็วของรถ)

ระยะเวลาที่ 2
ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติอย่างแท้จริง ผู้ที่ฝึกฝนจะสามารถลดระยะเวลานี้ลงได้เหลือเพียงครึ่งเดียว ไม่จำเป็นต้องฝึกโดยการเบรคฉุกเฉินจริงๆ นะครับ แค่ฝึกถอนเท้าออกจากคันเร่งมายังแป้นเบรคอย่างรวดเร็ว แต่ตอนเหยียบให้เหยียบด้วยความแรงตามความเหมาะสม และไม่ต้องทำทุกครั้งด้วย ในการขับรถตามปกติจะมีสภาวะที่เราต้องเบรคทันทีทันใดเสมออยู่แล้ว ถ้าฝึกฝนจนชำนาญ เราจะสามารถเบรคอย่างรวดเร็วแต่ไม่แรงได้ คือ ยกเท้ามาเหยียบแป้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ต้องเหยียบแรง ผลพลอยได้ของการเหยียบเบรคได้เร็วขึ้น คือ การที่เราสามารถเบรคด้วยแรงน้อยลงได้ เพราะเหลือระยะทางเบรคมากขึ้น

ระยะเวลาที่ 3
เป็นเรื่องของรถครับ ไม่ต้องไปสนใจ ถ้าระบบเบรคอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ก็ให้ถือว่าระยะเวลานี้สั้นที่สุด

ระยะเวลาที่ 4
คือ จุดประสงค์ที่ผมเขียนเรื่องนี้เพราะผู้ขับรถส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความสำคัญของมัน วิธีเบรคในระยะเวลาที่ 4 นี้ สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการเบรคแบบธรรมดา หรือเบรคฉุกเฉิน กรณีที่เป็นการเบรคตามปกติ ซึ่งบางครั้งก็ต้องเป็นการเบรคอย่างแรงจนเกือบจะเข้าขั้นเบรคฉุกเฉินเหมือนกัน ผู้ขับส่วนใหญ่จะเหยียบแป้นเบรคด้วยแรงที่น้อยเกินไป ทั้งจากความเคยชินและจากการกะระยะผิดพลาด และจะเริ่มเพิ่มแรงเหยียบขึ้น เมื่อรู้สึกว่าระยะทางที่เหลือสำหรับการเบรคนั้น น้อยเกินไปแล้ว ซึ่งอาจจะสายไปครับ ผลก็คือ การชน โดยจริงๆ แล้วยังไม่เข้าขั้นสุดวิสัย ถึงแม้ไม่ชนก็อาจจะมีอาการหวาดเสียวเกิดขึ้น ผู้ขับเองอาจทราบว่าพอเอาตัวรอดได้หวุดหวิด แต่ผู้โดยสารเขาหวาดเสียวกว่าหลายเท่า

วิธีเบรคที่ถูกต้อง คือ การเหยียบเบรคอย่างแรงตั้งแต่ต้น ให้รถลดความเร็วลง จากความเร็วสูงตั้งแต่แรก เราจะเหลือระยะห่างระหว่างรถและสิ่งกีดขวางอยู่มาก และเหลือ "เวลา" ในการเบรคมากด้วย เพราะความเร็วของรถต่ำลงแล้วตั้งแต่ต้น เมื่อแน่ใจว่าระยะทางที่เหลือ พอสำหรับการเบรคอย่างเบากว่า จึงค่อยลดแรงที่เหยียบลง จะปลอดภัยกว่ามาก และไม่ทำให้เราเครียดด้วยครับ

กรณีที่เป็นการเบรคฉุกเฉิน ถ้าเป็นรถที่ไม่มีระบบป้องกันล้อลอค หรือ ระบบ เอบีเอส (ABS) แล้วขับอยู่บนถนนผิวดีแห้งสะอาด คงไม่มีทางเลือกนอกจาเบรคให้เร็วและแรงเต็มที่ตั้งแต่ต้น แน่นอนว่าล้อจะลอค ถ้าเป็นผู้ชำนาญจริงๆ หรือมีพรสวรรค์ ที่สามารถกะแรงเบรคบนผิวถนนสภาพต่างๆ ได้ ให้เบรคแรงเท่าที่ล้อเกือบลอค หรือลอคบ้างไม่ลอคบ้าง แต่ต้องถือเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งผมไม่แนะนำให้ใครทำตาม เพราะถ้ากะผิดพลาด คือ เบรคด้วยแรงน้อยเกินไป อาจจะชนโดยไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นเบรคเต็มที่ให้ล้อลอคไว้ก่อนดีที่สุดครับ ส่วนวิธีเบรครถที่มี เอบีเอส ได้เคยอธิบายไปแล้ว คือ เหยียบได้แรงเต็มที่เท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความลื่นของผิวถนน หวังว่าคงยังไม่ลืม และนำไปปฏิบัติด้วยนะครับ
Credit: เจษฎา ตัณฑเศรษฐี FORMULA MAGAZINE