ความเร็วเท่าไร จึงจะประหยัดน้ำมันที่สุด

ความเร็วเท่าไร จึงจะประหยัดน้ำมันที่สุด

ความเร็วเท่าไร จึงจะประหยัดน้ำมันที่สุด

May 22, 2015

ความเร็วที่ประหยัดน้ำมันที่สุด ต้องเป็นความเร็วคงที่ในเกียร์สูงสุด หรือเกียร์สุดท้ายของรถเท่านั้น ถ้าเป็นรถเกียร์อัตโนมัติ ก็ในจังหวะเกียร์สุดท้าย และถ้าเป็นรถที่มีระบบลอคอัพ คลัทช์ ซึ่งต่อตรงโดยไม่ผ่านทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ก็ต้องไปให้ถึงความเร็วที่ระบบนี้ทำงานเรียบร้อยก่อน โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 60-70 กม./ชม.

รถเกียร์อัตโนมัติโดยเฉพาะรถญี่ปุ่น หลายรุ่นยังใช้เกียร์แค่ 4 จังหวะอยู่ เกียร์จังหวะที่ 4 จะเป็นระบบลอคอัพในตัว ระบบแบบนี้จะมีปุ่มปลดเกียร์สุดท้ายให้ผู้ขับเลือก โดยมีคำว่า OVERDRIVE OFF กำกับไว้ กดเมื่อใดระบบควบคุมจะเลือกเกียร์จังหวะสูงสุดแค่รองสุดท้ายเท่านั้น ใช้ตอนที่ต้องเร่งแซงบ่อยๆ เนื่องจากอัตราทดเกียร์สุดท้ายต่ำมาก เน้นการประหยัดเชื้อเพลิง

ในรถรุ่นเก่าบางรุ่น ระบบควบคุมเกียร์อาจยังไม่ละเอียดพอ จนทันใจเรา แม้จะเหยียบคันเร่งค่อนข้างลึกแล้วก็ตาม ถ้ากดปุ่มนี้ มันจะเปลี่ยนเกียร์ให้ทันทีทันใด พอแซงพ้นแล้วค่อยปลดกลับตามเดิม

สำหรับรถเกียร์ธรรมดา เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ความเร็วสุดประหยัดโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 50-60 กม./ชม. ตั้งแต่ความเร็วประมาณ 40 กม./ชม. ขึ้นไป กำลังของเครื่องยนต์ส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการดันตัวรถให้แหวกอากาศ นอกเหนือไปจากส่วนที่ใช้ไปกับแรงเสียดทานในการกลิ้งของล้อ และแรงเสียดทานของระบบขับเคลื่อน

ถ้าอยากรู้ว่าทำไมส่วนที่ใช้สู้กับแรงต้านอากาศถึงได้มากมายนัก ให้ลองเปิดกระจกตอนรถแล่นดู เอาความเร็วแค่ 100 กม./ชม. ก็พอ แล้วแบฝ่ามือยื่นออกไปขวางดูครับ แรงต้านนี้จะเพิ่มขึ้นในอัตรายกกำลัง 2 ของค่าความเร็ว เช่น แรงต้านอากาศที่ความเร็ว 160 กม./ชม. จะมีค่า 4 เท่า ของที่ความเร็ว 80 กม./ชม. และส่วนนี้แหละครับ เป็นสาเหตุที่ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจว่าทำไมยิ่งขับเร็วยิ่งกินน้ำมันมากขึ้น เมื่อเที่ยบกับระยะทางที่ได้ ทั้งๆ ที่ใช้เวลาขับน้อยลง

สมมติว่าแรงต้านอากาศเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของความเร็ว เช่น เพิ่มความเร็วเป็น 2 เท่า แรงต้านอากาศก็เพิ่มเป็น 2 เท่า (ของจริง 4 เท่า) คงไม่มีใครมารณรงค์เรียกร้องให้รถขับช้าเพื่อประหยัดน้ำมันหรอกครับ ยกเว้นว่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งก็มีเรื่องของยกกำลัง 2 จากการชน มาเกี่ยวข้องด้วยเหมือนกัน

ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมความเร็วที่ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุด จึงไม่อยู่ที่ค่าต่ำกว่านี้ เช่น 30 หรือ 40 กม./ชม. ? สาเหตุอยู่ที่เครื่องยนต์ 2 ประการ ด้วยกันครับ เพราะที่ความเร็วระดับนี้ในเกียร์สุดท้าย เช่น เกียร์ 5 เครื่องยนต์จะหมุนช้าเกินไป ให้แรงบิดน้อย จนมีอาการสะดุด หรือกระตุก แล้วถ้าเปลี่ยนไปใช้เกียร์ 4 ล่ะ ? ก็ทำได้ครับ แต่จำนวนรอบที่เพลาของเครื่องยนต์หมุนต่อระยะทางที่รถเคลื่อนที่ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย จึงต้องใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น แม้จะลดแรงต้านอากาศลงได้บ้าง ก็ยังไม่คุ้ม สู้เกียร์ 5 (หรือเกียร์สุดท้ายที่มี) ไม่ได้ครับ

สรุปแล้วต้องเกียร์สูงสุด ซึ่งหลายๆ รุ่นก็ยังขับที่ความเร็วแถวๆ 40 กม./ชม. ได้ แต่ที่ไม่ประหยัดที่สุด เพราะเทคนิคเครื่องยนต์ จังหวะเปิด/ปิดลิ้น หรือวาล์วทั้งไอดี และไอเสียถูกเลือกมาให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีที่ความเร็ว (ของเครื่องยนต์) ปานกลาง และสูง ถ้าหมุนช้าประสิทธิภาพของมันจะลดลง นั่นคือ ใช้เชื้อเพลิงมากเมื่อเทียบกับกำลังที่ให้ ด้วยเหตุผลนี้มาผสานกับแรงต้านอากาศที่เพิ่มตามความเร็ว ทำให้รถส่วนใหญ่ มีความเร็วในเกียร์สูงสุด และใช้เชื้อเพลิงน้อยที่สุด อยู่ที่ประมาณ 50-60 กม./ชม. โดยรถเครื่องใหญ่หรือกำลังสูง จะมีค่านี้ "เคลื่อน" ไปทางด้านบนเล็กน้อย(มากกว่า 60 กม./ชม.) เพราะอัตราทดรวม (ของเกียร์สุดท้ายและเฟืองท้าย) ต่ำกว่า แต่ไม่ได้มากมายอะไรครับ ก็ยังคงอยู่แถวๆ ประมาณ 60 กม./ชม. เท่านั้น

แล้วถ้าเน้นการประหยัดเชื้อเพลิง เราควรขับที่ความเร็วที่ว่านี้หรือไม่ ? ตอบว่าใช่ก็ได้ ตอบว่าไม่จำเป็นก็ถูกอีกเหมือนกันครับ ถ้าเรามีกราฟความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงระหว่าง 60-80 กม./ชม. ที่ต่างกันไม่มาก ผิดกับค่าระหว่าง 120-140 กม./ชม. คำตอบที่ว่าใช่ คือ ถ้าเวลาที่ใช้เดินทางไม่มีความหมาย เช่น ว่างงานอยู่ ออกก่อนเวลา หรือเป็นวันหยุด แล้วต้องการประหยัดจริงๆ ก็ประมาณ 60 นี่แหละครับ แต่ถ้าเน้นเวลาที่ใช้เดินทางอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยากประหยัด วิ่งประมาณ 80 กำลังดีครับ เปลืองเชื้อเพลิงขึ้นอีกหน่อย ส่วนถ้าเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ก็อาจเพิ่มความเร็วขึ้นอีกนิด (พร้อมกับเงินค่าน้ำมันด้วย) แต่อย่าให้เกิน 120 กม./ชม. เป็นดีที่สุดครับ (เพราะเกิน 90 กม./ชม. ก็ผิดกฎหมายแล้ว)


Credit: วิธวินท์ ไตรพิศ FORMULA MAGAZINE ฉบับเดือน สิงหาคม 2557
Photo: www.iStockphoto.com