เลือกฟีล์มผิด ชีวิตเปลี่ยน

เลือกฟีล์มผิด ชีวิตเปลี่ยน

เลือกฟีล์มผิด ชีวิตเปลี่ยน

March 1, 2016

เรามาดูความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มของฟีล์ม กับความสามารถในการป้องกันความร้อนกันก่อนครับ เพราะต้นตอของปัญหานี้ น่าจะมาจากความเข้าใจผิด ว่ายิ่งเนื้อฟีล์มสีเข้มก็จะยิ่งป้องกันความร้อนได้ดี ถ้าเป็นสารทั่วไป เช่น แก้ว หรือพลาสติค อาจจะใช่ครับ แต่ฟีล์มยุคปัจจุบันมิได้เป็นเช่นนี้ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม ช่วยให้เรามีฟีล์มที่กั้นรังสีความร้อนได้มาก โดยปิดกั้นคลื่นแสงที่ตามนุษย์มองเห็น ในสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก ด้วยการใช้อณูของโลหะบางชนิดและกรรมวิธีอื่นๆ อีกมาก ฟีล์มสีจางที่ดี ผลิตด้วยกรรมวิธีทันสมัย สามารถกั้นรังสีความร้อนได้ดีกว่าฟีล์มเข้มมากแต่คุณภาพต่ำ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลใดที่จะใช้ฟีล์มเข้มเกินควร บางคนอาจอ้างว่าเพื่อความเป็นส่วนตัว ฟีล์มกันความเข้มปานกลางก็ให้ความเป็นส่วนตัวเพียงพอแล้วครับ เพราะเราไม่ต้องการหลบซ่อนตัว แค่นั่งอยู่ในรถที่ปิดกระจกหมดทุกบาน แสงผ่านได้พอประมาณ ก็มีความเป็นส่วนตัวเหลือเฟือแล้ว ก่อนเข้าหรือหลังออกจากรถ เราก็ไม่ได้มี "ความเป็นส่วนตัว" เท่านี้เลย

ถ้าจะเรียกชื่อให้ถูกต้อง ตามคุณสมบัติที่เราต้องการจากมัน เราควรจะเรียกฟีล์มที่ติดกระจกรถยนต์และอาคารพวกนี้ว่า ฟีล์มกรองความร้อน หรือฟีล์มกันความร้อน มากกว่า "ฟีล์มกรองแสง" ครับ

มาดูโทษของการใช้ฟีล์มความเข้มเกินกันบ้างครับ เริ่มที่ฝ่ายผู้ขับและผู้โดยสารกันก่อน ตอนกลางวันที่แสงภายนอกยังมากพอ ถือว่ายังมีโทษน้อย เช่น ไม่สามารถส่งสัญญาณให้ผู้อยู่ด้านนอกรับรู้ได้ เช่น การโบกมือ ส่งสัญญาณให้ทาง หรือรับความเคารพจากผู้แสดงความเคารพได้ อย่างหลังนี่ดูเหมือนจะไม่รบกวนคนไทยส่วนใหญ่ เพราะยังไม่เข้าใจมารยาทในเรื่องนี้ ไม่ว่าผู้กระทำความเคารพจะอยู่ในระดับต่ำกว่าแค่ไหนก็ตาม ผู้ถูกทำความเคารพ จะต้องรับความเคารพเสมอตามมารยาทที่ดี ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เช่น ยกมือ พยักหน้า ยิ้ม มนุษย์เหมือนกันครับ ถึงจะเกิดมามีโอกาส มีโชคลาภไม่เท่ากัน ก็ไม่ควรเหยียดหยามกันขนาดนั้น แปลกครับ ชาวต่างชาติเขาไม่เป็นเช่นนี้ ไม่เฉพาะชาวตะวันตก ชาวตะวันออกเขาก็รู้ด้วยสามัญสำนึกว่าควรรับความเคารพต่อผู้ที่ทำความเคารพ และถ้าจะทำ ต้องให้เขาเห็น ด้วยการลดกระจกที่ปิดกั้นแสงลง ผมเคยสนทนากับผู้ชอบรถยนต์ หลายคนบอกว่าไม่ต้องการให้ทางต่อผู้ที่ขับรถติดฟีล์มเข้มจนมองไม่เห็นผู้ขับ เพราะมันไม่เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อกันเลย แม้จะไม่ได้ต้องการการแสดงความขอบคุณตอบแทนเลยก็ตาม

บางคนอาจจะอ้างว่า ใช้ฟีล์มเข้มแล้วสบายตาดีเวลาแดดจ้า มีแว่นกันแดดทำหน้าที่นี้ได้ดีครับ อันตรายที่แท้จริงเกิดขึ้นได้เมื่อแสงจ้าภายนอกขาดตอนกะทันหัน เช่น ขับเข้าอาคาร ผ่านเงาของอาคารหรือต้นไม้ ถ้าใช้ฟีล์มจางเหมาะสม หรือไม่ติดฟีล์มเลย เช่น กระจกบังลมบานหน้า แล้วใส่แว่นกันแดดอยู่ ต้องรีบถอดออกทันที เพราะตาของเรา ปรับการรับแสงได้ไม่รวดเร็วเท่าความสว่างที่เปลี่ยนไป ถ้าเป็นทางโค้งเข้าร่มเงาต้นไม้ใหญ่ต่อเนื่องเป็นช่วงยาว แล้วติดฟีล์มเข้มเกินไว้รอบคันโดยเฉพาะบานหน้า อันตรายมากครับ เพราะไม่สามารถมองเห็นแนวขอบถนนได้ชัดพอ นี่เฉพาะกลางวันนะครับ

ถ้าเป็นกลางคืน ซึ่งปกติแม้ไม่มีฟีล์มที่กระจกเลย ก็มีสภาพแวดล้อมขณะขับรถมากมายที่ไม่มีแสงเพียงพอ เรามีถนนที่ไม่มีผู้รับผิดชอบใส่ใจเรื่องความปลอดภัย ไม่ติดตั้งไฟส่องสว่าง หรือมีแต่ชำรุดแล้วหาคนดูแลรับผิดชอบไม่ได้ แล้วยังมีผู้ขี่จักรยาน จักรยานยนต์ รถเข็น รถสามล้อ ที่ไม่เปิด หรือไม่มีไฟส่องสว่างเลย แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ? และหากเลือกฟีล์มเข้มเกินแล้ว อย่าไปหวังว่าการไปเสาะหาหลอดไฟสว่างพิเศษมาทดแทนจะชดเชยกันได้ นอกจากจะได้ของปลอม สว่างน้อยกว่าของเดิมแล้ว แม้ได้หลอดที่สว่างกว่าเดิมอยู่บ้าง ก็ไม่สามารถทดแทนแสงที่ถูกลดทอนโดยฟีล์มได้เลยครับ

แล้วข้อเสียสำหรับผู้อยู่นอกรถล่ะ ? ตัดสินยากครับ ว่าอย่างไหนเลวร้ายกว่ากัน สำหรับบุคคลทั่วไปและผู้ร่วมใช้ถนน เป็นเรื่องเล็กน้อย รบกวน ทำให้เสียความรู้สึก เช่น ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อยู่ในรถได้เลย ถ้าเดาว่ามีผู้สมควรทำความเคารพ หรือทักทายอยู่ในรถ ก็ต้องฝืนใจทำต่อไปครับ เช่น ยกมือไหว้รถฟีล์มดำ ไม่ต่างจากการไหว้ตอไม้ หรือสุนัข คือ ไม่มีสัญญาณใดกลับมาเลย เพราะคนไทยไม่ให้ความสำคัญกับการรับความเคารพ ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในมุมมองของการปฏิบัติงาน โดยผู้รักษากฎหมาย เป็นเรื่องใหญ่มาก ขนาดในประเทศที่ห้ามติดฟีล์มที่กระจกรถยนต์เด็ดขาด ผู้รักษากฎหมายยังต้องมีมาตรการป้องกันตนเองอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันตนเองในการหยุดรถเพื่อตรวจ ผมไม่มีเนื้อที่เพียงพอในการบอกรายละเอียด คงเคยเห็นกันบ่อยพอแล้วนะครับ ทั้งในข่าวและภาพยนตร์ ไม่มีประเทศไหนหรอกครับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยอมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบต่อโจรผู้ร้ายเหมือนเช่นประเทศไทย โดยยอมให้โจรใช้รถติดฟีล์มเข้มระดับที่ไม่สามารถมองผ่านได้เลย เรามาจำลองสถานการณ์ที่โจรร้ายมันปล้นใครมา หรือจับคนไปเรียกค่าไถ่ ด้วยรถฟีล์มเข้ม แล้วถูกเจ้าหน้าที่เรียกให้หยุด สมมติว่าโจรมันอารมณ์ดี รักสนุก มันอาจหยุดแล้วลอคประตูทุกบาน แล้วนั่งรอเฉยๆ ดูตำรวจเป็นตัวตลกว่าจะทำอะไรมันได้บ้าง ไม่มีครับ ทำอะไรมันไม่ได้เลย จะไปดึงประตูให้เปิดก็ไม่สำเร็จ จะทำหน้าขึงขัง ออกใบสั่งให้เอากระจกลงก็ไม่รู้เลยว่า มีคนมองหรือฟังอยู่หรือเปล่า แก้เด๋อทุบกระจกหรือครับ ? ไม่มีสิทธิ์ ถึงทำก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นตัวตลกสมใจโจรอารมณ์ดีได้จริงๆ คราวนี้มาดูแบบที่น่าจะเกิดขึ้นมากกว่า คือ โจรขนยาเสพติดมาและไม่ยอมให้จับแน่นอน เรียกให้หยุดแล้วมองไปก็ไม่เห็นอะไรภายในเลย ฝ่ายโจรอาวุธครบมือหลายคน กำลังเล็งปืนเตรียมพร้อม ไม่มีตำรวจในประเทศไทย ยอมตกเป็นเบี้ยล่างอย่างนี้หรอกครับ เท่าที่ผมเคยเห็นมาตลอดชีวิต มีที่นี่ประเทศเดียว เป็นหน้าที่ของหัวหน้าตำรวจ (เรียกชื่อตำแหน่งแล้วผมเบื่อหน่ายครับ) ที่จะต้องประท้วง เรียกร้อง ให้มีกฎหมายควบคุมความเข้มของฟีล์ม เพื่อปกป้องให้ความปลอดภัยแก่ลูกน้องขณะปฏิบัติหน้าที่ ยังไม่รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งจะถือว่าเป็นเพียงผลพลอยได้เสริมก็ได้

ที่จริงกฎหมายควบคุมความเข้มของฟีล์มติดกระจกรถยนต์ ถูกร่างขึ้นมาจนเกือบจะมีการบังคับใช้แล้ว บังเอิญพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามชนะการเลือกตั้ง กฎหมายนี้จึงถูกระงับ ด้วยเหตุผลเหมือนของเด็ก คือ "อะไรที่เป็นผลงานของพวกเอ็ง ไม่ว่าจะดีหรือไม่ พวกข้าขอกำจัด ทำลายให้หมด" บัดนี้น่าจะได้เวลานำกลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะใช้รถหรือไม่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้วยครับ

Credit: เจษฎา จัณฑเศรษฐี
รูปภาพ: www.istockphoto.com