6 วิธีดูแลแบทเตอรีให้อยู่ได้นาน

6 วิธีดูแลแบทเตอรีให้อยู่ได้นาน

6 วิธีดูแลแบทเตอรีให้อยู่ได้นาน

May 28, 2015

ปัจจุบันแบทเตอรีรถยนต์ มีราคาสูงขึ้นจากเดิมราว 20-30 % เนื่องจากต้นทุนเรื่องชิ้นส่วนมีการปรับราคาสูงขึ้น และถ้าคุณเป็นคนช่างสังเกตจะเห็นว่า แบทเตอรีรถยนต์ ในปัจจุบัน อายุการใช้งานของมันไม่ยาวนานเหมือนก่อน เฉลี่ยแล้วแบทเตอรีลูกหนึ่งจะใช้งานได้ราว 1 ปี กับอีกไม่กี่เดือนเท่านั้น ผิดกับแต่ก่อนที่แบทเตอรีจะใช้งานได้ราว 2-3 ปีกว่าจะเสื่อม มันมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้แบทเตอรีมีอายุสั้นลง แต่ถ้าคุณรู้จักดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี มันจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. สัญญาณเตือนว่า ต้องเปลี่ยนแบทเตอรี

- เริ่มสตาร์ทยากในตอนเช้า รู้สึกได้เลยว่าเครื่องยนต์หมุนเหมือนไม่ค่อยมีกำลัง หรือสตาร์ทอืดๆ ก่อนจะติดปกติ

- หลังจากที่ดับเครื่องแล้วสตาร์ทใหม่ทันที หรือทิ้งไว้สักครู่แล้วสตาร์ท จะสตาร์ทติดยาก หรือมีอาการแบบตอนเช้า คือ หมุนอืดๆ ก่อนจะติด

- รู้สึกว่ากระจกไฟฟ้าทำงานอืดมากขึ้นกว่าเดิม

- ไฟหน้าวูบ เมื่อแอร์ตัดต่อ หรือวูบตามเครื่องเสียง (กรณีติดตั้งเครื่องเสียงเพิ่ม)

- ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยกว่าปกติ

- ต้องมีการพ่วงชาร์จในบางครั้ง

ถ้าเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ต้องรีบเปลี่ยนแบทเตอรีโดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องสตาร์ทรถไม่ติดในสถานที่ๆ เรียกช่างลำบาก เพราะการขับรถไปเปลี่ยนแบทเตอรี ตอนที่มันวิ่งเองได้ย่อมดีกว่า

2. อะไรบ้างที่ทำให้แบทเตอรีเสื่อมสภาพ ?

- สิ่งปนเปื้อนในน้ำกลั่น ก่อให้เกิดปัญหากับการใช้งานของแบทเตอรีโดยตรง เราควรเลือกน้ำกลั่นที่มีคุณภาพได้รับการรับรอง อย่าเห็นแก่ของถูก เพราะเคยเจอน้ำกลั่นที่กรอกโดยตรงจากก๊อกน้ำประปาก็มี ดังนั้นต้องซื้อน้ำกลั่นที่เชื่อถือได้ในเรื่องของคุณภาพ เพราะการปนเปื้อนในน้ำกลั่นนั้น จะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่สมบูรณ์ และทำให้แบทเตอรีเก็บไฟไม่อยู่ รวมถึงเวลาที่เปิดจุกเติมน้ำกลั่นด้วยนะครับ เพราะฝุ่นละออง หรือคราบน้ำมันที่ปนเปื้อนเข้าไป จะทำให้เกิดสาเหตุเดียวกัน ก่อนที่จะเปิดจุกเติมน้ำกลั่นต้องทำความสะอาดตัวแบทเตอรีเสียก่อน

- โอเวอร์ชาร์จ กรณีนี้จะทำให้น้ำกลั่นระเหยเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ยังทำให้แผ่นธาตุบวม ซึ่งอาจจะส่งผลให้ตัวแบทเตอรีบวมด้วย สาเหตุเกิดจาก ไดชาร์จผลิตกระแสไฟมากเกินความต้องการ หรือไดโอดเสื่อมสภาพ

- ไฟไม่ชาร์จ จะทำให้การประจุไฟเข้าไปยังแบทเตอรีไม่เพียงพอ หลายครั้งที่เราเข้าใจผิดว่า แบทเตอรีเสื่อมสภาพ แต่ความจริงนั้นไม่ใช่โดยตรง กลับมีสาเหตุมาจากไดชาร์จเสื่อมสภาพด้วย เพราะไม่สามารถผลิตกระแสไฟได้อย่างเพียงพอ ซึ่งกรณีนี้ต้องดูด้วยว่าสายพานไดชาร์จ นั้นปกติหรือไม่ เพราะสายพานหย่อนหรือตึงเกินไป ก็ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของไดชาร์จ

- การลัดวงจร เกิดขึ้นได้จากภายในตัวแบทเตอรี เนื่องจากการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น

- ไฟรั่ว อาจจะเกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติม เช่น เครื่องเสียง, ระบบกันขโมย, ที่มีการตัดต่อสายไฟเกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งความบกพร่องของช่างทำให้ไฟรั่วได้ ไม่นานไฟจากแบทเตอรี ก็หมดลงได้ง่ายๆ

3. เลือกแบทเตอรีอย่างไรให้เหมาะสม ?

เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการเลือกแบทเตอรี เพราะถ้าเลือกไม่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อการใช้งานได้โดยตรง มีหลักในการเลือกแบทเตอรีสำคัญๆ ดังนี้

- ต้องเลือกขนาดแบทเตอรี, ขั้ว, ทิศทางของขั้วให้เหมือนเดิม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลังว่าต้องวิ่งไปเปลี่ยนใหม่อีกรอบ

- อย่าเพิ่มแอมพ์ให้มากขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะการเพิ่มแอมพ์มากขึ้น เป็นการเพิ่มภาระให้ไดชาร์จ อาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการประจุไฟว่าไม่เต็มสักที หลักง่ายๆ ในการเพิ่มแอมพ์ของแบทเตอรี คือ ต้องเลือกความจุของแบทเตอรี ให้น้อยกว่าขนาดแอมพ์ของไดชาร์จ ที่ผลิตได้ 20 % เพื่อให้ไดชาร์จ สามารถประจุไฟเข้าแบทเตอรี ได้เต็มที่ตลอดเวลา

- เมื่อรู้ล่วงหน้าว่า จะต้องเปลี่ยนแบทเตอรี ให้ไปที่ร้านที่ไว้ใจได้ เลือกแบทเตอรีที่เหมาะสมกับรถของคุณ แล้วให้ทางร้านชาร์จแบบช้าไว้ให้ โดยชาร์จข้ามคืนรอเอาไว้ เป็นการกระตุ้นเซลล์ การชาร์จแบบช้า จะทำให้แบทเตอรีมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า เช่นเดียวกับแบทเตอรีของเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ

4. ดูแลรักษาอย่างไร ให้อายุยาวนาน ?

เนื่องจากแบทเตอรีลูกหนึ่งราคาไม่ใช่แค่ 400-500 บาท ตอนนี้ราคาเริ่มต้นประมาณ 1,500 บาท จากเดิมที่เริ่มต้นอยู่ราวๆ 1,200 บาท ดังนั้นต้องดูแลดีๆ เพื่อให้คุ้มค่ามากที่สุด ไม่ได้หมายความว่า จะช่วยคุณประหยัดเงินอย่างเดียวนะครับ แต่เป็นการช่วยลดปริมาณขยะพิษเมื่อต้องมีการเปลี่ยนแบทเตอรีด้วย เพราะน้ำกรดที่อยู่ภายใน และตะกั่วที่ใช้ ล้วนแล้วแต่เป็นตัวการที่จะทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม การดูแลรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการยืดอายุการใช้งานของแบทเตอรี

- หมั่นตรวจเชคระดับน้ำกลั่นอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำกลั่นที่มีคุณภาพเท่านั้น เพื่อเป็นการรักษาระดับความเข้มข้นของน้ำกรดให้คงที่ ระดับน้ำกรดภายในเซลล์นั้นต้องอยู่สูงกว่าแผ่นธาตุประมาณ 1 ซม. ต้องรักษาระดับนี้ไว้เสมอ
- หมั่นตรวจเชคทำความสะอาดขั้วแบทเตอรีอยู่เสมอ เพราะคราบเกลือที่เกาะอยู่ที่ขั้วจะทำให้กระแสไฟเดินไม่สะดวก ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าอื่นๆ ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ การทำความสะอาดนั้น ใช้น้ำร้อนราดที่ขั้วแบทเตอรีโดยตรง แล้วถอดขั้วออกมาขัดเบาๆ ด้วยกระดาษทราย เพื่อขจัดคราบสกปรกต่างๆ ออก แต่ไม่ต้องขัดแรงมาก ทั้งขั้วที่ตัวแบทเตอรี และขั้วของสายไฟ จากนั้นใช้จาระบีป้ายบางๆ ทั้ง 2 ด้าน ก่อนจะประกอบกลับเข้าไป เพราะจาระบีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดคราบเกลือได้ง่าย

- หมั่นตรวจเชคความตึงของสายพานไดชาร์จ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ สำหรับรถเก่าควรตรวจเชคประสิทธิภาพการทำงานของไดชาร์จด้วย เพราะการทำงานที่ผิดปกติของไดชาร์จ จะส่งผลให้แบทเตอรีเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

5. การถอดขั้วแบทเตอรี

เป็นเรื่องสำคัญมาก แม้จะดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้น มันยากที่จะแก้ไขได้ทันท่วงที จำไว้เสมอว่า ตัวถังรถที่เป็นโลหะนั้น คือ ขั้วลบของระบบไฟฟ้าทั้งหมด ดังนั้นเมื่อต้องถอดแบทเตอรี ต้องถอดขั้วลบของแบทเตอรีออกก่อนเสมอ แต่เวลาใส่ขั้วกลับเข้าไปยัง แบทเตอรี ต้องใส่ขั้วบวกก่อน เพราะการลัดวงจรยิ่งเกิดใกล้แบทเตอรีมากเท่าใด โอกาสจะเสียหายก็มีมากเท่านั้น เคยพบเหตุการณ์ที่เจ้าของรถรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถอดขั้วบวกออกก่อน แล้วประแจพาดไปโดนตัวถัง แค่ชั่วพริบตาจะดึงประแจก็ไม่ออกแล้ว เพราะมันลัดวงจรจนทำให้ประแจร้อนจัด ละลายติดตัวถัง และพริบตาต่อจากนั้น แบทเตอรีก็ระเบิดทันที ดังนั้นต้องจำไว้เสมอว่า ถ้าต้องทำการซ่อมที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า หรือต้องมีการเชื่อมตัวถังด้วยไฟฟ้า ต้องถอดขั้วแบทเตอรีออกก่อนเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากความผิดพลาด

6. การพ่วงแบทเตอรี

เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เพราะถ้าทำโดยประมาทก็จะเกิดความเสียหายร้ายแรงได้ไม่แพ้กัน การพ่วงแบทเตอรี ต้องศึกษาจากคู่มือประจำรถเป็นการดีที่สุด เพราะรถแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อนั้น มีรายละเอียดและการประกอบที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นต้องศึกษาจากคู่มือ หรือฝ่ายเทคนิคของแต่ละยี่ห้อ
ถ้าไม่มีคู่มือประจำรถ ให้ปฏิบัติดังนี้ จอดรถคันที่จะนำมาพ่วงให้ห่างกันพอสมควร ดึงเบรคมือทั้ง 2 คัน ติดเครื่องคันที่จะนำมาพ่วง ให้พ่วงขั้วลบเข้าด้วยกันก่อน จากนั้น พ่วงขั้วบวกจากคันที่จะนำมาพ่วง แล้วค่อยต่อเข้ากับรถคันที่จะพ่วง เร่งเครื่องยนต์ประมาณ 2,000 รตน. จากนั้นจึงค่อยติดเครื่องรถคันที่ถูกพ่วง เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วต้องค่อยๆ ถอดสายพ่วงด้านบวกออกจากรถคันที่ถูกพ่วงก่อน แล้วจึงปลดจากรถคันที่นำมาพ่วง จากนั้นค่อยถอดสายพ่วงด้านลบเป็นลำดับต่อไป ขณะที่ทำการพ่วงต้องแน่ใจว่าคีบสายพ่วงแน่นดีทุกจุด และต้องระวังเรื่องสายพ่วงที่พาดผ่านตัวถัง เพื่อความปลอดภัยควรหาฉนวนหนาๆ เช่น ผ้ายางปูพื้น หรือพรมปูพื้นรถ มารองระหว่างตัวถังกับสายพ่วงเอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลัดวงจรกรณีที่สายพ่วงเสื่อมสภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายตามมามากมาย และการพ่วงที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ระบบไฟฟ้า เช่น กล่อง ECU ของระบบต่างๆ เกิดการลัดวงจรเสียหายได้ง่าย

การดูแลรักษาแบทเตอรี ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่คุณต้องใช้ความสม่ำเสมอในการดูแลรักษา เพราะแบทเตอรีเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าของรถทั้งคัน ไม่ยากครับ ที่จะลงมือทำด้วยตัวเอง


Credit: พหล ฯ 30 4WHEELS MAGAZINE
รูปภาพ: www.iStockphoto.com