เปลี่ยนแบทเตอรีเอง แค่มีไฟ มีใจ มีประแจ !

เปลี่ยนแบทเตอรีเอง แค่มีไฟ มีใจ มีประแจ !

เปลี่ยนแบทเตอรีเอง แค่มีไฟ มีใจ มีประแจ !

May 27, 2015

แบทเตอรีไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยสตาร์ทรถ แต่ต้องทนทานพอที่จะจ่ายไปให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าสารพัด ของรถยุคใหม่ ฉะนั้นไม่ว่าแบทเตอรีจะพัฒนาไปถึงขั้นไหน ก็ต้องมีวันเสื่อมสภาพอยู่ดี จึงต้องเปลี่ยนแบทเตอรีกันอยู่เรื่อยๆ เมื่อเปลี่ยนบ่อยแบบนี้ เปลี่ยนเองได้ไหม อันที่จริงเป็นเรื่องง่ายๆ แต่บางคนไม่กล้าทำ เรามีคำแนะนำให้กับรถลุยคู่ใจของคุณแล้ว !

หน้าที่ของแบทเตอรี

แบทเตอรีนั้น ทำหน้าที่หลายอย่างด้วยกัน อย่างแรก ทำหน้าที่สะสมพลังงานไฟฟ้าไว้สำหรับการสตาร์ทเครื่องยนต์ หน้าที่ต่อมา คือ จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆ (แทนไดชาร์จของรถ) ตอนที่เครื่องยนต์ไม่ทำงาน เช่น เปิดฟังเพลงหรือวิทยุ เป็นต้น หน้าที่ลำดับต่อมา คือ เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำรอง เมื่อใดที่เราใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่างพร้อมกัน จนกระแสไฟที่ใช้เกินกว่ากระแสไฟที่ไดชาร์จผลิตได้ เช่น รถติดเป็นเวลานานตอนกลางคืนแล้วฝนตก ทำให้ต้องใช้ทั้งไฟหน้า/หลัง เครื่องปรับอากาศ ที่ปัดน้ำฝน เครื่องเสียง โดยที่เครื่องยนต์หมุนแค่รอบเดินเบาเท่านั้น หน้าที่สุดท้าย คือ จ่ายกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์บางอย่างที่ต้องทำงานแม้จะดับเครื่องแล้ว เช่น ระบบกันขโมย ระบบลอคประตูไฟฟ้า หน่วยความจำวิทยุ เป็นต้น

ชนิดของแบทเตอรีในปัจจุบัน

แบทเตอรีที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เป็นแบบตะกั่ว-น้ำกรด (LEAD-ACID BATTERRY) หรือที่เรียกว่า "แบบเปียก" นั่นเอง แบทเตอรีแบบนี้ เก็บและคายพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยปฏิกิริยาทางเคมี ระหว่างตะกั่วและน้ำกรด ขณะทำปฏิกิริยา จะเกิดความดันภายในตัวแบทเตอรี เลยต้องมีรูระบายไอระเหยของน้ำกรดไว้ จึงทำให้ต้องหมั่นเติมน้ำกลั่นอยู่เรื่อยๆ ปัจจุบันมีการผลิตแบทเตอรีแบบเปียกรุ่นใหม่ ที่เป็นระบบหมุนวนไอระเหยจากน้ำกรด (MAINTENANCE FREE) หรือระบบปิดนั่นเอง แบบนี้จะไม่มีรูเติมน้ำกลั่น ไอที่ถูกดันออกจะมีช่องวนกลับไปที่เดิม จึงทำให้ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แบทเตอรีแบบเปียกนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-3 ปี แล้วแต่การใช้งาน

แบทเตอรีอีกชนิดหนึ่ง คือ "แบบแห้ง" มักนิยมใช้ในเมืองหนาว ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แต่มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับแบบเปียก อายุการใช้งานยาวนานประมาณ 5-10 ปี

รักษาแบทเตอรีอย่างไร ให้อยู่ได้นาน

อายุของแบทเตอรีนั้น สามารถอยู่ได้ถึง 3-4 ปี ถ้าเราดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพปกติอยู่ตลอดเวลา วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ตรวจดูระดับน้ำให้อยู่ในระดับ MAX หรือขีดบนสุดอยู่เสมอๆ ถ้ามองไม่เห็น ให้หมุนเปิดเกลียวด้านบนดู โดยต้องให้น้ำกรดท่วมแผ่นธาตุตะกั่วขึ้นไปประมาณ 1 เซนติเมตร และต้องใช้น้ำกลั่นเท่านั้นในการเติม แบทเตอรีอายุยิ่งนาน ยิ่งกินน้ำกลั่น ฉะนั้นควรตรวจระดับน้ำกรดในแบทเตอรีทุกสัปดาห์

ไม่ควรใช้ขั้วลบของแบทเตอรีเป็นกราวน์ด (GROUND) จากการต่ออุปกรณ์เสริมต่างๆ ควรใช้วิธีการต่อ สายกราวน์ดจากตัวถังรถจะดีที่สุด ถ้าใช้ขั้วลบของแบทเตอรีเป็นกราวน์ดมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อ แบทเตอรี ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง

เปลี่ยนแบทเตอรี ให้รถยุคใหม่

รถยนต์รุ่นใหม่ๆ บางรุ่น มักมีอุปกรณ์ที่ควบคุมด้วยกล่องคอมพิวเตอร์ในหลายจุด ซึ่งต้องอาศัยไฟเลี้ยงระบบจากแบทเตอรีอยู่ตลอดเวลา ในรถบางรุ่นก็มีระบบรีเลย์ไฟสำรองหน่วงเวลาไว้ประมาณ 1 นาที รถบางรุ่นก็ไม่มี ทำให้เมื่อเปลี่ยนแบทเตอรีแล้ว จะต้องทำการเซทค่าใหม่ เช่น ระบบควบคุมขึ้น/ลงกระจกไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ต้องเซทโดยดันสวิทช์ปิดกระจกขึ้นจนสุดแล้วค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาที, นาฬิกา

ภายในรถ รวมถึงเครื่องเสียงต่างๆ ในรถบางรุ่นเมื่อสตาร์ทรถในครั้งแรก เครื่องจะไม่นิ่ง เพราะกล่องอีซียู กำลังค่อยๆ ปรับตัว ใช้เวลาประมาณ 2-5 นาที จึงจะเป็นปกติ ฉะนั้นไม่ต้องตกใจ ถ้าอาการแบบนี้เกิดขึ้นกับรถคุณ สามารถเซทตั้งค่าได้ครับ

อุปกรณ์

1. แบทเตอรีลูกใหม่

2. เครื่องวัดโวลท์มิเตอร์

3. เครื่องตรวจอายุแบทเตอรี (MIDTRONICS)

4. ประแจเบอร์ 10

5. ถุงมือ

ขั้นตอนการเปลี่ยนแบทเตอรี

1. ในรถที่มีรูตาแมว ให้ตรวจเชคเบื้องต้นโดยสังเกตจากสีในรูตาแมว ว่าไฟยังดีอยู่หรือไม่

2. นำเครื่องตรวจอายุแบทเตอรี มาหนีบบริเวณขั้วบวกและลบ แล้วตรวจเชคดู (ถ้าไม่มีเครื่องนี้ไม่เป็นไร)

3. เปิดเครื่องเพื่อเชคกระแสไฟได้ 12.19 V แสดงว่าแบทเตอรีเริ่มเสื่อม ถ้าแบทเตอรีดี ต้องมากกว่า 12.5 V ขึ้นไป

4. ใส่ถุงมือ เพื่อกันเปื้อน รวมถึงประกายไฟที่อาจเกิดขึ้นได้ เวลาถอดและใส่ขั้วต่างๆ

5. ถอดโครงเหล็กลอคแบทเตอรีออกก่อน โดยใช้ประแจเบอร์ 10 ค่อยๆ ขันออก

6. ใช้ประแจเบอร์เดิม ค่อยๆ คลายนอทออก โดยเวลาถอด ต้องถอดขั้วลบก่อน เพื่อป้องกันการสปาร์ค

7. เมื่อถอดขั้วทั้งสองออกแล้ว ให้ค่อยๆ ยกแบทเตอรีออกอย่างช้าๆ ยกขึ้นตรงๆ ในแนวตั้งเท่านั้น

8. แกะกล่องเอาแบทเตอรีลูกใหม่ออกมา แล้วนำไปใส่ในทิศทางและตำแหน่งเดิม ให้พอดี

9. เวลาใส่ขั้วนั้น ให้ใส่ขั้วบวกก่อนเพื่อป้องกันการสปาร์ค จากการรั้วของระบบไฟ (หากเกิดไฟรั้วจากระบบ)

10. ใส่โครงเหล็กเข้าไป เพื่อยึดแบทเตอรีให้แน่น โดยใช้ประแจเบอร์ 10 เหมือนเดิม จนครบ

11. เชคไดชาร์จ โดยสตาร์ทเครื่องยนต์ (ไม่ต้องเปิดแอร์) แล้วนำเครื่องวัดโวลท์มิเตอร์มาวัดกระแสไฟ แล้วจดไว้

12. เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า เพื่อเพิ่มโหลดเครื่องยนต์แล้ววัดใหม่ ค่าที่ได้ต้องมากกว่า 13.5 V ไดชาร์จถึงจะปกติ

แบทเตอรีเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในรถยนต์ ดังนั้นเจ้าของรถต้องหมั่นตรวจเชคอยู่เสมอๆ เพราะถ้า
แบทเตอรีเสื่อมสภาพ จนไม่มีกำลังไฟพอที่จะสตาร์ทรถได้ รถของคุณก็คงเป็นเพียงเศษเหล็กเท่านั้นเอง


Credit: วิธวินท์ ไตรพิศ 4WHEELS MAGAZINE
รูปภาพ: www.iStockphoto.com