ไส้กรองอากาศ ดูแลเอง ได้ทั้งเป่า และเปลี่ยน

ไส้กรองอากาศ ดูแลเอง ได้ทั้งเป่า และเปลี่ยน

ไส้กรองอากาศ ดูแลเอง ได้ทั้งเป่า และเปลี่ยน

May 27, 2015

ไส้กรองอากาศต้องรองรับฝุ่นอยู่ตลอดเวลา การตรวจเชคไส้กรองอากาศ จึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าจะทำด้วยตัวเอง

เครื่องยนต์จำเป็นต้องอาศัยอากาศในการจุดระเบิด เพื่อให้ได้กำลังออกมาใช้งาน แต่เครื่องยนต์ไม่สามารถรับอากาศจากภายนอกโดยตรงได้ เพราะฝุ่นละอองที่ปะปนอยู่ในอากาศ อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหาย หรือลดประสิทธิภาพลง ดังนั้นรถทุกคันจึงต้องมีไส้กรองอากาศ เพื่อกรองสิ่งสกปรก

ขนาดของฝุ่นละอองในอากาศนั้นมีตั้งแต่ 0.001-1 ไมครอน (ฝุ่นละอองที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ มีขนาดประมาณ 10 ไมครอน) ดังนั้นไส้กรองอากาศที่จะสามารถดักจับฝุ่นละอองได้ จะต้องมีประสิทธิภาพดีจริง การดูแล และตรวจเชคไส้กรองอากาศให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จึงนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ประเภทของไส้กรองอากาศ

1. ไส้กรองอากาศชนิดแห้ง ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ เส้นใยพืช และขนสัตว์ ส่วนใหญ่ใช้งานแล้วทิ้ง แต่ยังสามารถนำออกมาทำความสะอาดโดยการเป่าได้ ไส้กรองอากาศที่ติดมากับรถจากโรงงาน นิยมใช้ไส้กรองอากาศแบบนี้ เนื่องจากมีราคาถูก

2. ไส้กรองอากาศชนิดเปียก หรือไส้กรองอากาศแบบน้ำมัน ใช้น้ำมันเป็นตัวดักจับฝุ่นละออง ใช้กันในรถรุ่นเก่า มีลักษณะเหมือนกับไส้กรองชนิดแห้ง แต่ในแผ่นไส้กรอง จะมีน้ำมันหล่อไว้ภายใน อากาศจะไหลผ่านไปในหม้อกรองลงสู่ด้านล่างที่มีน้ำมันขังอยู่ เศษฝุ่นละอองที่หนักกว่าจะวิ่งไปสู่น้ำมัน และถูกจับเอาไว้ ไส้กรองอากาศ ชนิดนี้มักไม่นิยมทำความสะอาด พอฝุ่นจับมากแล้วทิ้งเลย

3. ไส้กรองอากาศชนิดเคลือบด้วยสารที่มีความหนืด เช่น พ่นด้วยน้ำมันให้แผ่นกรองอากาศเกิดความเหนียว เพื่อเพิ่มความสามารถในการดักจับฝุ่น จุดประสงค์เพื่อให้อากาศไหลผ่านได้มากกว่าไส้กรองปกติ มักใช้กับรถที่โมดิฟายด์เครื่องยนต์ สามารถใช้งานได้หลายครั้ง ด้วยการล้างทำความสะอาดแล้วเคลือบน้ำยาใหม่

ต้องเชคไส้กรองอากาศตอนไหน ?

อายุการใช้งานของไส้กรองอากาศจะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ระยะการตรวจเชคที่ง่ายที่สุด คือ การวัดจากระยะทางที่รถวิ่งเป็นหน่วยกิโลเมตร โดยทั่วไปบริษัทรถยนต์ใช้วิธีนี้ในการตรวจ โดยกำหนดการเปลี่ยนไส้กรองอากาศไว้ทุกๆ 20,000-40,000 กม.

ระหว่างช่วงการใช้งานที่ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยน เราสามารถยืดอายุการใช้งานของไส้กรองอากาศ โดยการกำจัดฝุ่นละอองที่ไส้กรองอากาศกักไว้ ให้สามารถดักจับฝุ่นใหม่ได้ ด้วยวิธี "เป่า" ทุกๆประมาณ 5,000 กม. หรือถ้าเป็นไปได้ ทุกเดือนยิ่งดี โดยจะต้องเป่าจากภายในออกสู่ภายนอกเท่านั้น ถ้าเป่าย้อนทาง ลมที่เป่าจะดันให้ฝุ่นละอองฝังตัวลึกแน่นเข้าไปอีก การเป่ากรอง ทำให้อากาศสามารถผ่านกรองได้สะดวกขึ้น ช่วยประหยัดน้ำมัน แน่นอนว่าประสิทธิภาพการกรองอากาศอาจลดลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่เร็ว

DIY

อุปกรณ์

1. หัวเป่า และสายยางลม

2. เครื่องปั๊มลม

3. ไขควง*

4. ไส้กรองอากาศ**

* (ใช้ในกรณีที่ตัวลอคหม้อกรองอากาศเป็นแบบนอทสกรู)
** (ใช้ในกรณีที่ต้องการจะเปลี่ยนไส้กรองอากาศ)
*** (ในกรณีที่ไม่มีเครื่องมือเหล่านี้ให้ไปใช้บริการที่จุดเติมลมยาง ในสถานีน้ำมันเกือบทุกแห่ง)

ขั้นตอนการถอดไส้กรองอากาศ

1. ค่อยๆ ปลดคลิพลอคโดยดันขึ้นด้านบนก่อน ให้คลิพนั้นแยกออกจากฝาครอบ

2. ค่อยๆ จับคลิพแล้วดึงขึ้นทีละตัว

3. ดึงคลิพตัวที่ 2 ออกโดยใช้วิธีเดียวกับวิธีแรก

4. เมื่อดึงคลิพลอคครบหมดทั้ง 3 ตัว แล้วค่อยๆ ถอดฝาครอบหม้อกรองออกก่อน ต้องค่อยๆ ดึงออกอย่างระมัดระวัง เพราะอาจบาดมือได้ถ้าฝานั้นเป็นเหล็ก (คลิพลอคส่วนใหญ่จะมี 3-4 ตัว แล้วแต่รุ่น)

5. หมุนนอทสกรูเกลียวที่อยู่ตรงแกนกลางของไส้กรองอากาศออก โดยหมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา

6. นำนอทสกรูออก และหาที่วางพวกนอท และคลิพลอคต่างๆ ให้ดี เพราะมันมีขนาดเล็ก อาจหล่นหายได้ง่าย

7. ค่อยๆ นำไส้กรองอากาศออกมาอย่างช้าๆ เพราะจะมีฝุ่นติดตามไส้กรองอากาศ อาจเกิดฟุ้งกระจายได้

8. เมื่อนำออกมาแล้ว ต้องพิจารณาดูว่าควรเปลี่ยนใหม่หรือไม่ (ในกรณีที่ยังไม่ถึงระยะเวลาเปลี่ยนที่กำหนด) โดยสังเกตจากเนื้อผ้า และสีของผ้ากรองว่ามีสีเปลี่ยนแปลงจากของเดิมมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่ดำมาก ก็ลองเป่าดูก่อน

9. เวลาเป่าไส้กรองอากาศ ต้องเป่าจากด้านในออกสู่ด้านนอกเท่านั้น ถ้าเป่าย้อนทาง ลมจะดันให้ฝุ่นละอองฝังตัวลึกแน่นเข้าไปได้อีก และต้องดูทิศทางลมบริเวณนั้นด้วย (ควรอยู่เหนือลม)

10. เมื่อเป่าทำความสะอาดเสร็จแล้ว นำไส้กรองอากาศใส่หม้อกรอง โดยนำด้านที่มีรูของนอทสกรู ออกด้านนอก

11. ค่อยๆ ประคองไส้กรองอากาศ เก็บเข้าที่อาจจะลำบากสักหน่อย ต้องตรวจดูว่าเข้าลอคหรือไม่

12. นำนอทสกรูมาใส่ตรงกลางของไส้กรองอากาศ

13. หมุนในทิศทางตามเข็มนาฬิกาให้พอตึงมือ (ไม่ต้องบิดให้แน่นมาก)

14. นำฝาครอบหม้อกรองมาใส่ โดยต้องดูทิศทางให้ถูกต้อง และตรงลอคเท่านั้น

15. เมื่อใส่ฝาหม้อกรองเสร็จแล้ว ต้องรัดด้วยคลิพลอคอีก 3 ตัว โดยใช้วิธีเดียวกับวิธีที่ 1-3 เป็นอันเสร็จ


Credit: วิธวินท์ ไตรพิศ 4WHEELS MAGAZINE
รูปภาพ: www.iStockphoto.com