ทำไม รถไฟลุก

ทำไม รถไฟลุก

ทำไม รถไฟลุก

May 27, 2015

มีคนจำนวนน้อยมาก ที่มีโอกาสเห็นรถเพลิงไหม้ในสภาพจริง ส่วนใหญ่จะเห็นในภาพยนตร์ ซึ่งจะต้องตามมาด้วยการระเบิดเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากไฟลุก

ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นนะครับ พยายามหาทางดับได้ ดีกว่าปล่อยรถไหม้ทั้งคัน

ที่ผมบอกว่ามีโอกาสเห็นกับตาได้น้อย ไม่ได้หมายความว่ามันเกิดขึ้นได้ยากมากนะครับ เพียงแต่ว่าการที่จะได้เห็นแบบนี้ ต้องมีเงื่อนไขอื่นประกอบอีกหลายอย่าง รถที่ไฟไหม้อยู่ ต้องอยู่ในระยะที่ตาเรามองเห็น เช่น เราขับรถผ่านที่เกิดเหตุไปพอดี และต้องผ่านตอนกำลังไหม้ด้วย ส่วนใหญ่จะลุกไหม้อยู่ไม่นาน เพราะผู้ขับต้องพยายามดับมัน หรือให้ผู้อื่นช่วยดับ

สรุปได้ว่าโอกาสได้เห็นยากมาก แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นกับรถของเรา ไม่ยากเท่าไรนัก เพราะในรถของเรามันมีสิ่งที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยให้เกิดเพลิงไหม้อยู่ค่อนข้างพร้อมสรรพ ซึ่งก็คือ

1. ความร้อนของท่อไอเสีย โดยเฉพาะส่วนที่ใกล้กับเครื่องยนต์ และโดยเฉพาะรถที่ใช้เทอร์โบชาร์เจอร์ ซึ่งท่อไอเสียระหว่างเครื่องยนต์และเทอร์โบจะร้อนจัด

2. น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า พร้อมที่จะติดไฟตลอดเวลา ถ้าถูกกระตุ้นด้วยความร้อนที่สูงพอ โดยเฉพาะเมื่อรั่วไหลออกจากท่อเชื้อเพลิง

3. น้ำมันหล่อลื่น ซึ่งแม้จะไม่ไวไฟเท่าน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ก็ติดไฟได้ง่ายเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันเกียร์

4. กระแสไฟฟ้า ซึ่งทำให้เกิดการสปาร์ค หรือเป็นประกาย ไปกระตุ้นให้เชื้อเพลิงลุกไหม้ขึ้นมาได้ หรือไม่ก็เกิดการลัดวงจรแบบไม่ผ่านฟิวส์ ทำให้ลวดทองแดงร้อนจัด จนกระตุ้นให้เปลือกสายไฟลุกไหม้ได้

5. อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหลาย ทั้งที่เป็นสวิทช์ และโดยเฉพาะมอเตอร์

สถิติรถไฟไหม้ จึงไม่ลดลง เพราะในขณะที่มีการปรับปรุงคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ให้ต้านการติดไฟได้ดีขึ้น ปรับปรุงวัสดุให้ไว้วางใจได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนอุปกรณ์ไฟฟ้า ก็เพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่า เมื่อเทียบกับของรถเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
ผมไม่มีสถิติสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ต่อรถยนต์ในประเทศไทย เลยขอเอาสถิติของบางประเทศในยุโรปมาให้ดูเป็นตัวอย่าง เนื่องจากเป็นสาเหตุด้านเทคนิค จึงน่าจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควรครับ

สาเหตุหลักที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด

อันดับที่ 1 มาจากระบบไฟฟ้าของรถ

อันดับที่ 2 มาจากการรั่วของของเหลวที่ติดไฟได้ อันดับ 1 ในหัวข้อนี้ แน่นอนว่า คือ น้ำมันเชื้อเพลิง รองลงมา คือ การรั่วของน้ำมันเครื่อง ตามด้วยน้ำมันเกียร์และน้ำมันไฮดรอลิค ซึ่งก็คือที่เราเรียกกันว่า “น้ำมันเพาเวอร์” ของระบบผ่อนแรงพวงมาลัยนั่นแหละครับ

อันดับ 3 เป็นการไหม้จากความร้อนจัดผิดปกติของระบบไอเสีย

อันดับ 4 คงเทียบกับสถิติของประเทศไทยไม่ได้ เพราะเป็นการวางเพลิง ซึ่งโชคดีที่ไม่มีใครนิยมทำ เพราะผิดกฎหมายเนื่องจากเข้าข่ายฉ้อโกง

อันดับ 5 เป็นสาเหตุปลีกย่อยที่เกิดขึ้นน้อยมาก เช่น คอมเพรสเซอร์แอร์รั่ว หรือชำรุด เกียร์ชำรุด คลัทช์ชำรุด สายไฟถูกหนูแทะจนขาด ก็ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรได้ และอย่างสุดท้าย คือ ไส้กรองอากาศลุกไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดกับรถที่เครื่องยนต์โทรมมาก มีน้ำมันเครื่องไหลย้อนมาจนถึงไส้กรองอากาศ เมื่อถูกความร้อน หรือเปลวไฟที่แลบออกมาทางลิ้นไอดีก็สามารถลุกไหม้ขึ้นได้

การหาสาเหตุเพลิงไหม้ของรถ เป็นสิ่งที่ยากมาก ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ที่ศึกษามาโดยเฉพาะ และมีประสบการณ์สูงพอ
สาเหตุแปลกๆ ที่ทำให้รถเกิดเพลิงไหม้ก็มีอยู่มากเหมือนกัน เป็นเรื่องจริงที่แม้แต่ช่างซ่อมรถที่มีประสบการณ์หลายสิบปี ก็คงไม่อยากเชื่อ อย่างเช่น รถเกียร์ธรรมดา สปริงลดแรงกระชากในชุดคลัทช์หลุดออกมาจากเบ้า แล้วครูดเปลือกของห้องเกียร์จนสึก และน้ำมันเกียร์ทะลักออกมาด้านนอก แล้วลุกไหม้ขึ้น

ใครที่ใช้รถรุ่นใหม่ คงต้องหาข้อมูลเรื่องจุดอ่อนของรถที่ใช้จากอินเตอร์เนทครับ ถ้ามีข้อสงสัยก็สอบถามไปยังบริษัทใหญ่ในต่างประเทศได้เลย เขามีผู้รับผิดชอบคอยตอบปัญหาของลูกค้าทั่วโลกครับ

นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่เราทำได้ในการป้องกันความเสียหายไม่ให้บานปลาย ก็คือ การซื้อที่ดับเพลิงสำหรับพกพาไว้ในรถ อย่าเลือกขนาดเล็กสุด เพราะราคาถูกครับ เพราะเวลาใช้งานจริงมักไม่ค่อยเพียงพอ


Credit: เจษฎา ตัณฑเศรษฐี FORMULA MAGAZINE
รูปภาพ: www.iStockphoto.com