วิธีดูแลสีรถ แม้ต้องเผชิญฝน !

วิธีดูแลสีรถ แม้ต้องเผชิญฝน !

วิธีดูแลสีรถ แม้ต้องเผชิญฝน !

May 26, 2015

หน้าฝนทีไร คนรักรถเข้าไส้มักห่วงเรื่องการล้างรถ และการดูแลรักษาสีเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่มักปะปนมากับน้ำฝน ก็คือ มลพิษในอากาศ น้ำที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นถนน ก็เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน และขี้โคลนแสนสกปรก ที่พร้อมแทรกตัวเข้าทำร้ายสีรถของคุณ เราจึงนำเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสี และการดูแลสีรถ ทั้งทำเอง มาแนะนำ เพื่อช่วยให้ฝนนี้คนรักรถเข้าไส้ ใช้รถได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น

สีรถจากโรงงาน

สีที่ติดรถมาจากโรงงาน ถือว่ามีมาตรฐานสูงสุด ผ่านกรรมวิธีทันสมัย และใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการผลิต ทั้งการพ่น หรือ ชุบ รวมถึงผ่านการอบสี ลำเลียงโดยสายพาน ภายในห้องอบสี จะมีอุณหภูมิสูงกว่า 150 องศาเซลเซียส และใช้เวลามากถึง 30 นาที เพื่อให้ได้สีผิวที่เงางาม ทนต่อรอยขีดข่วน ความร้อน และสารเคมีบางชนิดได้ดีกว่าสีที่โรงงานใช้พ่นบนตัวรถมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

โซลิด (SOLID) เป็นสีที่มีส่วนผสมของแม่สีอย่างเดียว และไม่มีส่วนผสมของอลูมิเนียม กรรมวิธีการเคลือบสีธรรมดาๆ เป็นการเคลือบชั้นเดียว ผิวสีเรียบ มองใกล้ๆ จะไม่มีเม็ดอลูมิเนียมเป็นประกาย มักใช้ในรถพิคอัพขนของ และรถเก๋งรุ่นประหยัด

เมทัลลิค (METALLIC) เป็นสีที่ผสมผงอลูมิเนียมเข้าไปด้วย ช่วยสะท้อนแสงเป็นประกาย เงางามดี ใช้สารเคลือบเงาประเภท แลคเกอร์ หรือ เคลียร์ ถ้าจอดรถในที่สว่าง หรือกลางแดด จะเห็นเม็ดสีเล็กๆ เป็นประกาย ทำให้รถดูเงางามระยิบระยับ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซื้อรถที ต้องมีรายการจ่ายค่าสีแบบนี้ 3-5 พันบาท

เพิร์ล (มุก) (PEARL) เป็นสีที่ใช้ผงอลูมิเนียม เช่นเดียวกับสีเมทัลลิค แต่มีผง ไมคา (ผงมุก) เป็นส่วนผสมเพิ่มเติมเข้าไปอีก รถจึงเป็นประกายเงางามกว่า สีเมทัลลิค แถมยังดูนวลตากว่าอีกด้วย เดี๋ยวนี้ซื้อรถไม่ต้องจ่าย “ค่าสีเมทัลลิค” กันแล้ว แต่ต้องมาจ่ายเพิ่มค่าสีมุกแทน และมักจัดให้รถที่มีตัวเลือก หรือทำสีมุกโดยมาตรฐานอยู่ในรุ่นทอพเท่านั้น

ฝน-โคลน-ทราย ทำลายสีรถ

หลังจากฝนตก จะมีคราบน้ำฝนเกาะติดกับผิวสี ซึ่งจะสกปรกแค่ไหน ไม่มีใครรู้ ฝนจะเป็นกรด หรือด่าง หรือสะสมอะไรไว้ ก็ขึ้นอยู่กับมลภาวะในอากาศที่เม็ดฝนผ่านมา และจะอันตรายที่สุดเมื่อเจอฝนกรด ซึ่งจะกัดกร่อนถึงเนื้อสีได้ง่ายๆนอกจากนี้ น้ำฝนที่นองอยู่บนพื้นยังนำพาเม็ดกรวด เม็ดทราย และขี้โคลน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำลายสีรถยนต์อย่างแท้จริง

เจ้าของรถที่ชอบจอดรถหลบฝนไว้ใต้ร่มไม้ เลิกได้เลย หากมีลมกรรโชกรุนแรง อาจจะโดนเศษของกิ่งไม้ หรือกิ่งก้านสาขาของมันหักโค่นลงมา เป็นอันตรายต่อรถยนต์ แถมซ่อมฟรีกับประกันไม่ได้ เพราะเป็นภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังจะมีคราบยาง ดอก เกสร และขี้นก ทำให้เกิดรอยด่างจนยากเกินแก้ไขได้

3 สิ่งที่ไม่ควรทำ เพื่อรักษาสีรถให้กระจ่างใสอยู่เสมอ

1. ทิ้งไว้ไม่ยอมล้าง

หน้าฝนอย่างนี้ หลายคนบอก “ล้างแล้วเดี๋ยวก็เปื้อนอีก” เลยเป็นข้ออ้างไม่ยอมล้างรถ แต่รู้ไหมว่า คราบฝังแน่น เช่น คราบยางมะตอย เศษดิน และโคลน ที่ค้างคาอยู่บนผิวสี มีความสามารถในการทำลายชั้นสี จนถึงเนื้อโลหะ กลายเป็นสนิมในที่สุด ฉะนั้นล้างรถบ้างเถอะ ก่อนที่มือบอนจะมาเขียนที่รถคุณว่า “คนล้างไปนอก” เพราะล้างรถบ่อยนอกจากจะช่วยให้รถดูเงางามเหมือนใหม่ ยังป้องกันคราบฝังแน่น และสนิมได้อีกด้วย

2. รถเปียกอยู่แล้ว ใช้ผ้าแห้งเช็ดเลย
บางคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หวังดีประสงค์ร้าย อยากให้รถสะอาดหลังขับลุยฝน เห็นรถเปียกอยู่แล้ว กลับบ้านปุ๊บเอาผ้าแห้งมาเช็ดเลย ไม่ได้นะ ! เพราะหลังจากขับรถลุยฝนจะมีเศษกรวด หิน ดิน ทราย ติดอยู่ที่ผิวสี ถ้านำผ้าแห้งมาเช็ดทันที ผ้าแห้งแสนดีจะกลายสภาพเป็นกระดาษทรายโดยอัตโนมัติ ทำหน้าที่สร้างริ้วรอยให้กับสีรถอย่างแข็งขัน

3. ล้างบ่อย ล้างค่ำ แล้วจอดเก็บ
ธรรมชาติของคนชอบล้างรถบ่อยๆ คือ ล้างตอนเย็นย่ำหรือค่ำๆ หลังเลิกงาน แถมล้างแล้วก็ต้องจอดเก็บเพราะจะเข้าพักผ่อนนอนหลับ รอใช้รถสะอาดเอี่ยมอ่องในเช้าวันต่อไป แต่การทำอย่างนี้ ไม่ปลอดภัยต่อสีรถคุณเลย เพราะเมื่อล้างบ่อยๆ แถมล้างตอนค่ำๆ น้ำยังไม่ทันได้ระเหยจากซอกหลืบต่างๆ ก็กลับมาเปียกชื้นอีกแล้วในค่ำวันถัดไป สนิมถามหาไม่รู้ด้วย


Credit: ฌัฐเทพ เผ่าจินดา FORMULA MAGAZINE
รูปภาพ: www.iStockphoto.com